HAPPY BIRTHDAY TO Me~~ ^^

posted on 19 Nov 2009 20:11 by kulkanlaya  in DIARY

วันนี้เป็นวันเกิดของ SHIZUKU เองค่ะ

โอ้... อายุ 23 แล้วหรือเนี่ย.... 

ปีนี้ยังกล้าเผยอายุอย่างไม่อาย แต่ถ้าผ่านไปหลาย ๆ ปี แล้วอายุเฉียดใกล้เลข 3 ขึ้นมา

เราก็คงหยุดอายุไว้แค่ 25 ล่ะ (หลอกตัวเองไปวัน ๆ  55)

 

ความจริง วันนี้ตัวเองก็ลืมไปแล้วว่าเป็นวันเกิดนะ เวรจริง ๆ

จะว่าไป... ตั้งแต่เข้ามหา'ลัยแล้ว ชีวิตก็จะมีเรื่องวุ่น ๆ เข้ามาให้ทำตลอด

พอถึงช่วงวันเกิดทีไร ก็จะลืมทุกทีไป

อารมณ์จะประมาณว่า "เอ... วันนี้มันวันอะไรว้าาา ทำไมรู้สึกตะหงิด ๆ ยังไงชอบกล..."

แล้วผลสรุปก็คือ "ลืมสนิท" ค่ะ 55  

 

แต่ที่วันนี้นึกออกขึ้นมา ก็ไม่ใช่ใครหรอกค่ะ 

ป๊ากับม้าโทรศัพท์มาอวยพรตั้งแต่เช้าเลย

โทรกันมาประมาณ 7 โมง ไอ้เราก็แปลกใจ

เพราะปกติแล้ว ป๊ากับม้าจะไม่เคยจะโทรมาหาแต่เช้าขนาดนี้ (ยังตกใจเลย นึกว่าเกิดเรื่องร้ายแรงอะไร 55)

แล้วที่แอบขำคือ ป๊ากับม้าโทรกันมาคนละที เหมือนไม่ให้น้อยหน้ากัน 55

 

แต่ขอสารภาพว่า ตอนที่รับคำอวยพรนะ ดีใจมาก แล้วก็รู้สึกตื้อ ๆ ขึ้นมาในอกด้วย ยังดีน้ำตาไม่ไหล.... 

แอบโฮมซิคขึ้นมากะทันหัน 55 (ได้ข่าวว่ากลับบ้านแทบทุกอาทิตย์

 

ดีใจที่ได้เกิดมาเป็นลูกป๊ากับม้านะจ๊ะ

สัญญาในฐานะลูกเสือสามัญ (ใช่ไหมนะ?) ว่าจะดูแลตัวเอง แล้วก็ไม่ทำให้ป๊ากับม้าต้องเป็นห่วงแน่นอนจ้า

 

ป.ล. ขอบคุณเพื่อน ๆ ทุกคนที่ส่งแมสเสจมาแฮปปี้เบิร์ธเดย์ด้วยนะจ๊ะ 

ขอออกตัวก่อนว่า เราเองก็ไม่ใช่นักแปลมือฉมังหรือมือเก๋ามาจากไหน ยังเป็นแค่นักแปลระดับหัดเดินเตาะแตะบนเส้นทางสายนี้เท่านั้น

เพราะฉะนั้น สิ่งที่นำมาเขียน จึงเป็นสิ่งที่ได้มาจากประสบการณ์ที่เจอ ประกอบกับการพูดคุยกับเพื่อน ๆ นักแปลด้วยกันล้วน ๆ ค่ะ ไม่มีหนังสืออ้างอิงใดใดทั้งสิ้น

ที่มาเขียนเอนทรี่เช่นนี้ ก็เพียงเพื่ออยากแชร์ประสบการณ์ในแวดวงการทำงานแปลการ์ตูนเท่านั้นค่ะ 

ดังนั้น โปรดใช้วิจารณญาณเวลาอ่านนะคะ

************************************

หากจะพูดถึงความยากของการแปลการ์ตูน แน่นอนว่ามันมีเยอะแยะมากมายหลายประการค่ะ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนทั้้งสิ้น ถ้าทำมาเขียนคราวเดียว รับรองว่าเอนทรี่นี้จะกลายเป็นมหากาพย์ค่ะ

เพราะฉะนั้น ขอยกจุดที่ยากขึ้นมาทีละเรื่องนะคะ

แรกเริ่มประเดิมเลย คือ "การตั้งชื่อเรื่อง" ค่ะ

ความยากของมันคืออะไร? ลองอ่านบทสนทนาต่อไปนี้ดูนะคะ

 

ชั่วโมงเม้าธ์ของ 3 สาว  (SHIZUKU, อุซางิ และ RZD)

อุซางิ : ความยากประเด็นแรกนะ "การตั้งชื่อเรื่อง"

SHIZUKU : ยากมาก เพราะการตั้งชื่อให้สวยและดูดีมีชาติสกุล มันยากราวกับงมเข็มในมหาสมุทร

อุซางิ : ใช่ อย่างบางเรื่องนะ มันก็คิดได้เลย แต่บางเรื่อง คิดให้ตายก็คิดไม่ออก

SHIZUKU : แล้วพอแปลการ์ตูนไปหลาย ๆ เล่มนะ ยิ่งหมดมุขเวลาต้องคิดชื่อเรื่อง 

อุซางิ : แต่มันก็จะมีเซ็ตคำของมันนะ อย่างพวก "นาย...กับสาว..." หรืออย่างพวก "ปิ๊งรัก" "รัก" "ยุ่ง" "วุ่น" "อลวน" "อลเวง" "ลุ้นรัก" อะไรแบบเนี้ย 

SHIZUKU : อัีนนั้นเป็นคำเบสิคพื้นฐานที่ช่วยได้มากเวลาคิดอะไรไม่ออก 55 แต่บางครั้งนะ ชื่อก็มาแบบ... แปลตรงตัวไม่ได้เลย อย่างที่เราเคยเจอนะ ชื่อตอนของเรื่องสั้น คือ "ยามะอาราชิ" ภาษาไทยมันแปลว่า "เม่น" เข้าใจที่เขาตั้งแบบนี้ เพราะนางเอกมันนิสัยห้าว ๆ ปากแข็ง เหมือนเม่นที่มีหนามรอบตัว แต่จะให้เราแปลว่า "เม่นน้อยกลอยใจ" ก็ใ่ช่ที่ใช่มั้ยล่ะ 

แล้วอย่างเซ็ตคำที่ต่ายว่ามา ถ้าใช่ไม่ได้แล้วไซร้ เราก็จะเริ่มด้นไปทางชื่อแนวเกาหลีละ อย่าง "สาวปากแข็งปะทะหนุ่มเย็นชา" "ยัยตัวร้ายกับนายตัวป่วน" "หนุ่มแบดบอยปะทะสาวน้อยจอมซื่อ" อะไรเทือกนั้นแทน

อุซางิ : แนวนั้น 55 แต่เราชอบพวกชื่ออังกฤษเนอะ ง่ายดี

SHIZUKU : ชอบชื่ออังกฤษเหมือนกัน เพราะว่าไม่ต้องตั้งใหม่ เอาตามนั้นได้เลย 

อุซางิ : 55 ช่าย

SHIZUKU : แล้วก็จะมีอีกแนว คือ คิดชื่อไทยเสร็จแล้วก็โปะตามด้วยชื่ออังกฤษ แต่มันก็จะทำให้ชื่อยาวได้อีก

อืม... แต่ทริคอีกอย่างที่ควรรู้ไว้นะ เวลาตั้งชื่อเราต้องดูว่าการ์ตูนที่เราแปลมาจากสนพ.อะไรด้วยนะ

RZD :  ใช่ บางทีเราคิดชื่อมาแทบตาย ซึ่งเราว่าชื่อมันน่ารักกว่าชื่อตรงตัว แต่สุดท้ายกลับต้องใช้ชื่อเดิมตรงตัวซะงั้น เพราะสนพ. ที่ญี่ปุ่นเขาเลือกชื่อนี้ เลยคิดฟรีไปซะงั้นล่ะ

SHIZUKU : อย่างถ้าเป็น "RIBON" เราก็ต้องตั้งชื่อให้ตรงเผง เพราะต้องส่งไปให้ทางญี่ปุ่นตรวจก่อนด้วยว่าชื่อตรงกับญี่ปุ่นมั้ย ทางเขาเป็นคนตัดสินใจ แต่ถ้าเป็นแนวผู้ใหญ่นิด ๆ อย่าง "FC" แล้ว ก็จะสบาย ๆ เพราะสนพ. นี้ไ่ม่เรื่องมาก ถ้ากองบก. บงกชผ่าน ก็ใช้ชื่อนั้นได้เลย 

อุซาิงิ : 55 สนพ. ฮาคุเซนฉะก็ตั้งชื่อได้สบาย ๆ นะ เหมือนตั้งให้ "FC" นั่นล่ะ 

SHIZUKU : ถูก

RZD : แต่บางครั้งฮาคุเซนฉะก็เรื่องมากนะ อย่างเรื่อง "ฮานะ โตะ อาคุมะ" ไง ชื่อไทยก็ตรงตัวเป๊ะ "Devil with Flower" 

SHIZUKU : ปกติเราต้องตั้งชื่อไปสัก 3 ชื่อให้กองบก. เลือกใช่มะ แต่ทีนี้ ถ้าเราตั้งชื่อแล้ว ยังไง้ยังไงก็ไม่ผ่านเซนส์ของกองบก. เพราะดันตั้งชื่อไปซ้ำกับชาวบ้าน ตั้งชื่อโหล หรือตั้งห่วยเกิน ฯลฯ กองบก. ก็จะช่วย Creative Thinking ให้ล่ะ

อุซางิ : อืม

SHIZUKU : เพราะงั้นนะ บางครั้งเราเลยกลัวการตั้งชื่อเรื่องมากกว่าการแปลเนื้อเรื่องซะอีก อย่างบางทีแปลจบแล้วมาตันที่ชื่อเรื่องก็มี ฮ่ะ ๆ 

อุซางิ : 55 ใช่ มาตันตรงชื่อเนี่ยแหละ

SHIZUKU : แล้วส่วนใหญ่นะ เราจะได้ลุ้นว่าชื่อเรื่องมันคืออะไร ก็ตอนไปแก้งานเนี่ยแหละ

อุซา่งิ : 55

SHIZUKU : แต่บางครั้ง เราก็แก้งานไปทั้งที่ไม่รู้ว่าชื่อไทยเป็นยังไงก็มีนะ รู้อีกทีก็ตอนการ์ตูนตีพิมพ์ออกมาแล้ว เพราะงั้น บางทีก็รู้หลังคนอ่านอีก 55

อ้อ! เราชอบเรื่องที่เป็นเรื่องยาวอย่างหนึ่งนะ คือ คิดชื่อเรื่องเล่มแรกแล้ว เล่มต่อไปก็ใช้ชื่อเดิมได้เลยไง

อุซางิ : ใช่ ๆ ไม่ต้องคิดใหม่ 55 

 

จะเห็นได้ว่า ความยากของมันจะมีจิปาถะค่ะ ตั้งแต่ ตั้งชื่อตรงตัวไม่ได้ ตั้งแล้วดันเป็นชื่อโหล

ตั้งแล้วสนพ. ไม่ถูกใจ (ไม่ว่าจะญี่ปุ่นหรือไทย) หรืออะไรก็แล้วแต่ค่ะ

เพราะงั้นจะเป็นสวรรค์ของนักแปลการ์ตูนมาก เมื่อ

1. ชื่อเรื่องเป็นภาษาอังกฤษ หรือใช้ภาษาอังกฤษทับได้เลย (เป็นเสียงคาตาคานะ)

2. เห็นชื่อญี่ปุ่นแล้วไอเดียบรรเจิดคิดชื่อไทยได้ทันที 

3. ชื่อญี่ปุ่นแปลเป็นภาษาไทยสวย ๆ ง่าย

4. เป็นเรืื่องยาว มีเล่มต่อ

5. สนพ. ไม่เรื่องมาก

 55 ข้อสุดท้ายนี่แค่แซวเล่นนะคะ 

ขอจบเอนทรี่อันยาวยืด (ไร้สาระ!?) ไว้เพียงเท่านี้ค่ะ

 

ENTRY ที่เกี่ยวข้อง :

- [How to] หากคุณอยากจะก้าวไปเป็นนักแปลการ์ตูน BY SHIZUKU

- Page 80 : ความจริง 52 ประการของนักแปลการ์ตูน BY อุซางิ

PS 1: ขอบคุณอุซางิและ RZD เพื่อนรักมา ณ ที่นี้ด้วยนะจ๊ะ 

PS 2: หากใครยังไม่ทราบนะคะ 

          RIBON เป็นชื่อนิตยสารในเครือสนพ. SHUEISHA 

          FC (Flower Comics) อยู่ในเครือของสนพ. SHOGAKUKAN

ช่วงนี้ ชีวิตอยู่ในช่วงเรื่อย ๆ สบาย ๆ ค่ะ แต่แอบทรหดอดทนยามนั่งรถกลับบ้าน

เพราะงั้น วันนี้ขอเม้าธ์เรื่องการนั่งรถตู้หน่อยค่ะ

 

เคยเล่าให้ฟังแล้วว่าได้มาทำงานที่โรงงานในจังหวัดอยุธยา เลยต้องอยู่หอใกล้ ๆ นิคมนั่นแหละ

แต่เพราะเราเป็นคนติดบ้านพอสมควร เลยพยายามกลับบ้านทุกอาทิตย์ค่ะ

(ให้พ่อแม่เห็นหน้าด้วยว่า เออ ลูกยังไม่ตายนะ )

 

ซึ่งการนั่งรถตู้เนี่ยแหละ เราว่าเหนื่อยและทรมานกว่าทำงานอีกค่ะ (ใครเป็นเหมือนเรามั่งเนี่ย)

จะพูดให้เห็นภาพนะคะ วันศุกร์เราเลิกงานตอน 17.30 น. นั่งรถตู้บริษัทไปถึงฟิวเจอร์ รังสิตประมาณ 19.00 น. 

แวะกินข้าวกันตายสักครึ่งชม. แล้วนั่งรถตู้เพื่อกลับบ้านที่อยู่ตรงลาดพร้าว 101

ซึ่งกว่าจะรอคนให้เต็มรถ กว่ารถจะออก กว่าจะฝ่ารถติด กว่าจะถึงบ้าน ก็ราว ๆ 21.30 น.

แค่ถึงบ้าน สวัสดีพ่อแม่ คุยเม้าธ์กับน้อง ก็จะสลบแล้วค่ะ ไม่ต้องทำอย่างอื่นกัน

เพราะเปลือกตาจะเอาแต่ปิดท่าเดียว

 

พอสลบเสร็จ ตื่นมาก็นอนเขลง พักผ่อนอยู่บ้านในวันเสาร์ แต่พออาทิตย์สาย ๆ ก็ต้องกลับอยุธยา

มาผจญกับการทำงานต่อไป นับว่าเป็น Route ที่วนไปเวียนมาราวกับเป็นลูปอะไรสักอย่าง ฮ่ะ ๆ 

 

เพราะงั้น ชีัวิตจะต้องผจญกับการนั่งรถตู้แทบทุกอาทิตย์ค่ะ (ยกเว้นบางอาทิตย์ไม่กลับบ้าน เพราะมุ่งมั่นปั่นงานแปล) เลยจับข้อสังเกตอะไรได้บางอย่าง (ใครเคยเจอเหมือนกัน ยกมือขึ้น!!)

 

ข้อสังเกตที่ได้จากการนั่งรถตู้

1. รถตู้มักจะแอร์ไม่เย็น (เย็นเป็นจุด ๆ ใครดวงดีก็ได้ที่นั่งที่ได้แอร์ไป ใครดวงซวยก็อดทนกันไป)

2. รถตู้ชอบเปิดเพลงลูกทุ่งหรือเพลงเพื่อชีวิต ฮาร์ดคอร์ผู้โดยสาร

โดยไม่สนใจว่าผู้โดยสารต้องการฟังหรือไม่ (ออกแนว... กรูจะเปิด ใครจะทำไม)

ผู้โดยสารที่ไม่ค่อยมีปากเสียงอย่างเรา ๆ เลยทนกันต่อไป ฮะ ๆ

3. ถ้าคนขับรถตู้เป็นผู้ชาย มักมีภรรเมียมาเป็นคนเก็บตังค์ค่ารถ บางทีก็มีปากเสียงกันเองในรถ เราก็นั่งอย่างเสียว ๆ เพราะถ้ามีเถีัยงกันแล้วไซร้ รถตู้จะทวีความเร็วและปาดไปปาดมายิ่งกว่าเดิม

4. แม้รถจะติดจนไม่รู้จะติดยังไง รถตู้ก็จะพยายามปาดซ้ายแซงขวาให้ได้

ราวกับว่าจะทำให้ถึงที่หมายเร็วกว่าเดิม

5. แม้จะถึงใกล้ ๆ จุดที่ต้องจอดส่งผู้โดยสาร คนขับก็จะยังใจเย็นขับอยู่เลนขวา แต่พอถึงจุดเท่านั้นแหละ อาเฮียแกจะให้คนเก็บตังค์ (หรือคุณภรรยา) เปิดกระจกรถยื่นแขนไปเป็นการขอทาง และปาดเข้าเลนซ้ายอย่างรวดเร็ว!!

6. เบาะที่นั่ง ไม่เคยนั่งได้สบาย ออกมาจากรถแล้ว รู้สึกปวดเมื่อยตามข้ออย่างรุนแรง ราวกับไปโดนทรมานมา (อา... ช่างเจ็บปวด)

 

เพราะฉะนั้น เวลานั่งรถตู้ จะให้ดี เหลียวซ้ายแลขวา หาทำเลดี ๆ (ที่มีแอร์) นั่งเสร็จก็สวดมนต์สักจบ ภาวนาให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัยค่ะ!!!

 

ป.ล. ตอนนี้กำลังมีโปรเจ็กต์กับเพื่อนนักแปลด้วยกันในการเขียนเรื่องราวต่าง ๆ ในการแปลการ์ตูนมาลงบล็อกด้วยกันค่ะ (เป็นแนวเม้าธ์ ๆ ) ใครสนใจประเด็นไหน ลองเสนอขึ้นมาดูได้นะคะ

ใกล้ผ่านโปรแล้ว.... ฮูเร~

posted on 05 Nov 2009 18:33 by kulkanlaya  in DIARY

หายหน้าหายตาจากการเขียนบล็อกไปค่อนข้างนาน เพราะว่างานยุ่งสุด ๆ ประจวบเหมาะกับต้องเร่งปั่นแปลการ์ตูนเต็มสตรีมค่ะ ขออภัยคนที่รออ่าน (จะมีไหมนะ ) หลาย ๆ คนด้วยนะคะ

 

ก่อนอื่น ขอรายงานสถานะของ Shizuku ตอนนี้ก่อนค่ะ

1. หลังจากปลุกปล้ำกับการแปลเล่มนี้อยู่นาน ในที่สุด เราก็แปลการ์ตูนเรื่อง "เรื่องวุ่น ๆ ของเหล่านักสืบโฮสต์สุดหล่อ!" เล่ม 2 จบแล้วล่ะค่ะ! 

(จบแบบปาดเหงื่อแล้วปาดเหงื่ออีก เป็นการ์ตูนที่จำนวนคำทะลักทลายจริง ๆ ค่ะ เพราะรวมแล้วอยู่ที่ 19,429 คำ!!) สำหรับคนที่นึกไม่ออกว่าเยอะแค่ไหน จะบอกว่าการ์ตูนตาหวานปกติจะอยู่ประมาณไม่เกินหมื่นคำค่ะ

2. เนื่องจากยังไฟแรงอยู่ ก็จะเริ่มแปลเล่มใหม่ เรื่อง 恋の一秒後 (Koi no Ichibyou Go) หรือชื่ออังกฤษว่า "One second after love" ต่อเลยค่ะ จะบอกว่าถ้าใครปิ๊งชื่อไทยสวย ๆ ก็บอกกันได้นะคะ บางทีคนแปลก็หมดมุขจะคิดชื่อสวย ๆ เหมือนกันค่ะ

3. ทำงานประจำใกล้จะผ่านโปรแล้วค่ะ!! (ตื่นเต้นดีใจ ฮูลา ๆ )

 

หลาย ๆ คนอาจไม่รู้ว่าคำว่า "ผ่านโปร" หมายถึงอะไร

แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนจะรู้ซึ้งถึงคำนี้เข้าถึงแก่นเลยล่ะค่ะ

 

คำว่า "โปร" มาจากภาษาอังกฤษว่า "Probation" อันหมายถึง "ช่วงระยะเวลาทดลองงาน" นั่นเองค่ะ

ปกติ เวลาเราเริ่มทำงานบริษัท จะต้องอยู่ในช่วงทดลองงานจะระยะเวลาเท่าไรก็ตามแต่ที่บริษัทนั้น ๆ กำหนดไว้ค่ะ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 90 วัน (3 เดือน), 119 วัน (4 เดือน) ของเราอยู่เกณฑ์นี้ืค่ะ แต่บางที่ก็มีช่วงโปรถึงครึ่งปีก็ยังมี! (อ้างอิงจากบริษัทที่เพื่อนทำงานอยู่ค่ะ)  

 

ช่วงโปรนี้สำคัญยังไง พูดง่าย ๆ คือ เป็น "ช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ตัวเอง" นั่นแหละค่ะ ว่าเราทำงานได้ไหม ทำได้ดีแค่ไหน เราเหมาะกับบริษัทนี้ไหม ฯลฯ บลา ๆ ๆ  ถ้าเจ้านายเราเห็นสมควรว่าเรามีคุณสมบัติพอ ทำงานได้ ก็จะประเมินว่าผ่านโปรค่ะ อย่าเข้าใจผิดคิดว่าบริษัทจะใจดีให้เด็กใหม่ผ่านโปรทุกคนนะคะ ไม่ผ่านก็มีนะเออ

ใครได้ผ่านโปรก็จะกลายเป็นพนักงานประจำต่อไป แต่ถ้าใครไม่ผ่าน ก็บ๊ายบายกันไปเช่นกันค่ะ

อันนี้เป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ นะคะ ถ้าบริษัทจะไม่ให้ใครผ่านโปร จะต้องแจ้งบุคคลนั้นก่อนหมดช่วงโปรอย่างน้อย 30 วันค่ะ เพราะไม่อย่างนั้น บริษัทจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานคนนั้นด้วยค่ะ

 

บางคนอาจจะสงสัยว่า เขามีวิธีประเมินกันยังไงน้า 

ของบริษัทเราเอง เคยแอบเห็นว่าจะประเมินกันเป็นข้อ ๆ ค่ะ นับตั้งแต่เรื่องการมาทำงาน (ขาดลามาสายบ่อยไหม) การมีวินัย ทำผิดกฎบริษัทไหม ตั้งใจทำงานแค่ไหน ฯลฯ 

แล้วเจ้านายเราเขาก็จะประเมินออกมาเป็น "เอ" "บี" "ซี" ค่ะ

ผลประเมินจะเกี่ยวข้องกับอะไร ... แน่นอนว่าเป็นเรื่องการขึ้นเงินเดือนนั่นเองค่ะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทนะคะว่ามีเกณฑ์ขึ้นแบบไหน (เราเองก็ลุ้นอยู่ค่ะ )

ผ่านโปรแล้วจะได้รับสิทธิอะไรบ้าง

1. ได้เป็นพนักงานของบริษัทนั้นอย่างเต็มตัว

2. เงินเดือนขึ้น (แล้วแต่ผลประเมินและกฏเกณฑ์ของบริษัท)

3. ชุดยูนิฟอร์ม (เราเป็นสาวโรงงานค่ะ ต้องมีชุดประจำตัวกันหน่อย )

4. มีสิทธิพักร้อน ลาหยุด ลากิจ โดยไม่โดนหักเงินเดือน 

ฯลฯ  แล้วแต่บริษัทเลยค่ะ

 

เนื่องจากเราเริ่มงานช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ก็จะผ่านโปรในช่วงกลางเดือนนี้ค่ะ

ช่วยลุ้นเป็นเพื่อนหน่อยนะคะ   

 

เจอกันใหม่เอนทรี่หน้าค่ะ (มารู้สึกตัวว่าฝอยมานานเกินละ )

ป.ล. ตอนนี้มีหัวข้อเกี่ยวกับการ์ตูนที่อยากจะเขียนไว้ในใจเหมือนกัน ไว้มีเวลาเรียบเรีัยงจะเขียนลงบล็อกให้อ่านกันนะคะ

ป.ล. 2 ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคอมเมนต์มากมายมหาศาลในเอนทรี่ก่อนนะคะ ปลื้มจริงจังค่ะ

ป.ล. 3  ใครมีปัญหาอะไรสงสัยหรืออยากถามเกี่ยวกับการเป็นนักแปล เชิืญถามได้ตามอัธยาศัยค่ะ ถ้าตอบได้ยินดีตอบทุกข้อค่ะ

ป.ล. 4 ทำงานไปแปลไปนี่เหนื่อยจริง ๆ นะเนี่ย แต่ก็สู้ตายยยยย  ><

เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น ก็อยากจะลองวิชาที่ร่ำเรียนมา โดยการทำงานพิเศษเป็นนักแปลการ์ตูน

แต่มักจะประสบปัญหาที่ว่า... ไม่รู้ว่าจะก้าวเข้ามาสู่วงการนี้อย่างไร? หรือกลัวที่จะก้าวเข้ามาเพราะไม่รู้จะต้องเจออะไรบ้าง?

ด้วยเหตุนี้ เราก็เลยเขียน Entry นี้ขึ้นมาค่ะ หวังว่าคงจะเป็น Guide line หรือแนวทางให้กับผู้ที่ประสงค์จะทำอาชีพนี้ได้บ้างนะคะ

อย่างไรก็ตาม Entry นี้เขียนมาจากประสบการณ์ตรงของเราเอง จึังต้องขอชี้แจงก่อนว่าขั้นตอนหลังจากนี้ เป็นกระบวนการในการเข้าไปเป็นนักแปลของสำนักพิมพ์บงกชเท่านั้นนะคะ สำหรับผู้ที่ต้องการแปลให้กับสำนักพิมพ์อื่น ลำดับขั้นตอนอาจจะไม่ตรงตามนี้ก็ได้ค่ะ

หากมีข้อผิดพลาดอย่างไรก็ต้องขอโทษล่วงหน้าด้วยนะคะ

***************************************************

เรามาเิริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ

ก่อนอื่น หากคุณอยากจะทำอาชีพนักแปลการ์ตูน สิ่งที่คุณควรจะรู้คือ 

1. คุณชอบการ์ตูนประเภทไหน ชอบแนวต่อสู้ของการ์ตูนผู้ชาย หรือการ์ตูนผู้หญิงแบบอารมณ์สาวน้อย ฯลฯ ควรหาแนวตัวเองให้ชัดก่อนค่ะ (อย่าจับฉ่าย เพราะคุณจะเสียใจทีหลังหากต้องแปลการ์ตูนที่ฉีกแนวไปจากแนวที่คุณชื่นชอบโดยสิ้นเชิง)

2. เมื่อคุณทราบความชอบของคุณแล้ว คุณก็ควรจะหาสำนักพิมพ์ที่สนองความต้องการของคุณได้ค่ะ เพราะแต่ละสำนักพิมพ์ก็จะผลิตการ์ตูนออกมาในแนวที่แตกต่างกัน มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป


ซึ่งในกรณีของเราเอง เราเลือกอยากแปลการ์ตูนผู้หญิง เพราะอ่านมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยชอบและเคยชินกับการ์ตูนประเภทนี้มากกว่าจะไปแปลการ์ตูนบู๊ล้างผลาญค่ะ

เพราะฉะนั้น เราก็เลยเลือกที่จะเป็นนักแปลของสำนักพิมพ์บงกชค่ะ

 

ทีนี้ หลายคนก็อาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสำนักพิมพ์นั้นเขาต้องการนักแปลหรือไม่

1. เข้าดูตามเว็บของสำนักพิมพ์ค่ะ 

หลาย ๆ สนพ. หากต้องการนักแปล ก็จะมีกระทู้ที่โพสต์บอกไว้ค่ะ

ในกรณีของสนพ. บงกช

ให้เข้าไปที่ www.bongkoch.com แล้วกดเลือกไปที่หัวข้อ Job สมัครงาน แล้วเลือกดูรายละเอียดและคุณสมบัติได้ในหัวข้อ "รับสมัครพนักงานแปลภาษาญี่ปุ่น (FREELANCE)" ค่ะ 

2. อีเมลหรือโทรศัพท์เข้าไปคุยกับกองบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์โดยตรงค่ะว่ายังต้องการนักแปลหรือไม่ (ไม่ต้องกลัวนะคะ พี่ ๆ ทุกคนใจดีทั้งนั้นเลยค่ะ) รายละเอียดอีเมลและเบอร์โทร เปิดดูได้จากการ์ตูนทุกเล่มของบงกชค่ะ

ตรงจุดนี้ หากเข้าลิงค์ที่ให้ไว้ข้างต้นแล้ว หลาย ๆ คนอาจจะเห็นคุณสมบัติสำคัญของนักแปลที่สนพ. ต้องการแ้ล้วใช่ไหมคะ? 

1. อย่างน้อยคุณต้องสอบวัดระดับผ่านระดับ 2 ขึ้นไป

แต่ตรงนี้ จะบอกเลยว่า ที่สนพ.จำกัดว่าต้องเป็นระดับ 2 ก็เพื่อเป็นการรับประกันความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของผู้แปลเท่านั้นค่ะ แต่ถ้าคุณติดปัญหาว่าภาษาได้เพียงระดับ 3 ส่วนระดับ 2 ยังไม่ผ่าน (เนื่องจากยังรอผลอยู่ หรือสอบไม่ผ่านด้วยคะแนนไม่กี่คะแนน) แต่คิดว่ามีความสามารถในการแปล อยากจะเข้ามาลองดูก็ไม่เสียหายนะคะ

เพราะในกรณีของเรา เราก็มาสมัครตอนที่ระดับ 2 ยังไม่ผ่านเหมือนกันค่ะ (สอบไปแล้ว อยู่ในช่วงรอผลค่ะ แต่ผลจะผ่านไม่ผ่านก็ไม่รู้เช่นกัน) แต่พี่ ๆ ที่สนพ. ก็ให้โอกาสในการทดสอบแปล จนได้มาเป็นนักแปลถึงปัจจุบันนี้ค่ะ

2. มีความรู้ภาษาไทยดี 

นั่นคือ คุณต้องสามารถเรียบเรียงภาษาญี่ปุ่นให้เป็นภาษาไทยที่คนไทย "เข้าใจ" ค่ะ  เราว่าตรงนี้ยากมาก ยากกว่าทักษะภาษาญี่ปุ่นที่ต้องมีติดตัวอีกค่ะ สัจธรรมที่เราว่าหลายคนน่าจะเข้าใจ คือ "ไม่ใช่ว่ารู้ภาษาญี่ปุ่นแล้วจะแปลภาษาไทยได้ดี" หลายคนที่เรารู้จัก เก่งภาษาญี่ปุ่นมาก แต่เข้ามาทดสอบแปลกลับไม่ผ่านเพราะภาษาไทยเนี่ยแหละค่ะ

 

หากคุณคิดว่าคุณสมบัติคุณพร้อมแล้ว และพร้อมจะเข้าไปทดสอบแล้ว จะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้รอคุณอยู่ค่ะ

1. แจ้งล่วงหน้าไปที่สนพ. (กองบรรณาธิการ) ว่าคุณต้องการจะเข้าไปทดสอบเป็นนักแปล วันไหน เวลาใด

2. เข้าไปที่สนพ. ในเวลาที่นัดไว้ เพื่อเข้าไปทดสอบงานแปลค่ะ 

อุปกรณ์ที่คุณควรหยิบติดไม้ติดมือไป

1. เครื่องเขียน

2. พจนานุกรม (จะเป็นเล่มหรือเป็นพจนานุกรมไฟฟ้า (電子辞書)ก็ไม่ว่ากันค่ะ ขนมากี่เล่มก็ได้)

คุณจะได้มานั่งที่หน้าคอมฯ แล้วก็รับต้นฉบับที่สนพ.เตรียมไว้ แล้วก็แปลสด ๆ ตรงนั้นเลยค่ะ (อ่านแล้วพิมพ์คำแปลลงคอมฯ เลย ลำดับตามช่องที่เขียนไว้ในต้นฉบับ)

ตรงนี้ ขอแนะนำให้ไปตอนเช้าค่ะ เพราะคุณจะได้มีเวลาในการแปลงานและตรวจทานแก้ไขงานมากขึ้น ตอนนั้น เราใช้เวลาตั้งแต่ 14.00 น. - 19.00 น. พูดง่าย ๆ คือ แปลยันสนพ.ปิด ยังไม่ค่อยจะทันเลยค่ะ คิดดูละกัน

3. เมื่อแปลเสร็จ คุณก็จะได้กรอกใบสมัครทิ้งไว้

4. รอฟังผล ประมาณ 2 อาทิตย์ค่ะ (อาจจะทางเมลหรือโทรศัพท์)

หากคุณผ่าน (ต้องผ่านเกณฑ์ที่สนพ.กำหนดค่ะ แต่เราไม่แน่ใจว่า 60% หรือ 70% ) จะได้รับแจ้งให้มารับงานที่สนพ. ค่ะ 

พอถึงจุดนี้ คุณก็จะได้เข้าไปสนพ. อีกครั้ง เพื่อเข้าไปคุยรายละเอียดต่าง ๆ กับพี่ ๆ กองบก. แล้วก็ได้รับงานมาแปลค่ะ (ครั้งแรกจะได้ 2 เล่มค่ะ) 

หลังจากนี้แล้ว คุณก็ได้เป็นนักแปลของสนพ.เต็มตัวแล้วค่ะ

**************************************************

ทิ้งท้าย

1. ถึงเส้นทางของการเป็นนักแปลจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่หากมันเป็นสิ่งที่คุณฝันอยากจะทำแล้ว ขอให้สู้และก้าวต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คนเลยค่ะ

2. หากมีข้อสงสัยอะไรที่อยากถาม หากตอบได้จะพยายามตอบให้นะคะ

3. ช่วงนี้สนพ.บงกชกำลังต้องการนักแปลรุ่นใหม่ไฟแรงไปร่วมงานด้วยค่ะ ถ้าใครสนใจก็ลองไปทดสอบดูนะคะ!!

4. ขอตัวไปปั่นงานก่อนค่ะ ไว้เจอกัน Entry หน้านะคะ 

พอดีว่าเราเป็นคนใส่แว่น

 

แน่นอนว่าของที่คู่กับคนใส่แว่น ก็คือ "ผ้าเช็ดแว่น"

 

ผ้าเช็ดแว่นประจำตัวของเรา ยี่ห้อ "HOYA" เป็นผ้าฟิล์ม เช็ดแล้วแว่นใสปิ๊ง ๆ เลยติดใจยี่ห้อนี้มากมาย

 

เราใช้อย่างทะนุถนอมมาตลอด แต่ว่าเมื่อวันก่อน ผ้าเช็ดแว่นหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ กรี๊ดดด... (ไม่รู้ผ้าเรามันไปเดินเที่ยวเล่นที่ไหน )

 

เราก็หาแล้วหาอีก หาแล้วหาอีก ก็ไม่เจอ 

 

โอ้... ชีวิตนี้ มืดมัวเสียนี่กระไร  

 

พอทำใจได้ ก็ใช้ผ้าขนหนูเช็ดชั่วคราว

แต่มันก็ไม่ชัดเท่าใช้ผ้าสุดที่เลิฟเช็ดอยู่ดี แถมแว่นมีรอยขีดข่วนอีกต่างหาก ... เศร้าใจอย่างรุนแรง

 

แต่เมื่อเช้า ไม่รู้คิดอะไรขึ้นมา เอากระดาษซับมันมาถู ๆ  ๆ ที่แว่น

 

  ----> ---->

 

ปรากฏว่าแว่นใสกิ๊งเลยครับท่าน!!!

โอ้! เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่ากระดาษซับมันมีประโยชน์อย่างนี้ด้วย 

รอดตายจนกว่าจะได้ผ้าเช็ดแว่นผืนใหม่แล้วเรา 555+