ใกล้ผ่านโปรแล้ว.... ฮูเร~

posted on 05 Nov 2009 18:33 by kulkanlaya  in DIARY

หายหน้าหายตาจากการเขียนบล็อกไปค่อนข้างนาน เพราะว่างานยุ่งสุด ๆ ประจวบเหมาะกับต้องเร่งปั่นแปลการ์ตูนเต็มสตรีมค่ะ ขออภัยคนที่รออ่าน (จะมีไหมนะ ) หลาย ๆ คนด้วยนะคะ

 

ก่อนอื่น ขอรายงานสถานะของ Shizuku ตอนนี้ก่อนค่ะ

1. หลังจากปลุกปล้ำกับการแปลเล่มนี้อยู่นาน ในที่สุด เราก็แปลการ์ตูนเรื่อง "เรื่องวุ่น ๆ ของเหล่านักสืบโฮสต์สุดหล่อ!" เล่ม 2 จบแล้วล่ะค่ะ! 

(จบแบบปาดเหงื่อแล้วปาดเหงื่ออีก เป็นการ์ตูนที่จำนวนคำทะลักทลายจริง ๆ ค่ะ เพราะรวมแล้วอยู่ที่ 19,429 คำ!!) สำหรับคนที่นึกไม่ออกว่าเยอะแค่ไหน จะบอกว่าการ์ตูนตาหวานปกติจะอยู่ประมาณไม่เกินหมื่นคำค่ะ

2. เนื่องจากยังไฟแรงอยู่ ก็จะเริ่มแปลเล่มใหม่ เรื่อง 恋の一秒後 (Koi no Ichibyou Go) หรือชื่ออังกฤษว่า "One second after love" ต่อเลยค่ะ จะบอกว่าถ้าใครปิ๊งชื่อไทยสวย ๆ ก็บอกกันได้นะคะ บางทีคนแปลก็หมดมุขจะคิดชื่อสวย ๆ เหมือนกันค่ะ

3. ทำงานประจำใกล้จะผ่านโปรแล้วค่ะ!! (ตื่นเต้นดีใจ ฮูลา ๆ )

 

หลาย ๆ คนอาจไม่รู้ว่าคำว่า "ผ่านโปร" หมายถึงอะไร

แต่สำหรับมนุษย์เงินเดือนจะรู้ซึ้งถึงคำนี้เข้าถึงแก่นเลยล่ะค่ะ

 

คำว่า "โปร" มาจากภาษาอังกฤษว่า "Probation" อันหมายถึง "ช่วงระยะเวลาทดลองงาน" นั่นเองค่ะ

ปกติ เวลาเราเริ่มทำงานบริษัท จะต้องอยู่ในช่วงทดลองงานจะระยะเวลาเท่าไรก็ตามแต่ที่บริษัทนั้น ๆ กำหนดไว้ค่ะ ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ 90 วัน (3 เดือน), 119 วัน (4 เดือน) ของเราอยู่เกณฑ์นี้ืค่ะ แต่บางที่ก็มีช่วงโปรถึงครึ่งปีก็ยังมี! (อ้างอิงจากบริษัทที่เพื่อนทำงานอยู่ค่ะ)  

 

ช่วงโปรนี้สำคัญยังไง พูดง่าย ๆ คือ เป็น "ช่วงเวลาแห่งการพิสูจน์ตัวเอง" นั่นแหละค่ะ ว่าเราทำงานได้ไหม ทำได้ดีแค่ไหน เราเหมาะกับบริษัทนี้ไหม ฯลฯ บลา ๆ ๆ  ถ้าเจ้านายเราเห็นสมควรว่าเรามีคุณสมบัติพอ ทำงานได้ ก็จะประเมินว่าผ่านโปรค่ะ อย่าเข้าใจผิดคิดว่าบริษัทจะใจดีให้เด็กใหม่ผ่านโปรทุกคนนะคะ ไม่ผ่านก็มีนะเออ

ใครได้ผ่านโปรก็จะกลายเป็นพนักงานประจำต่อไป แต่ถ้าใครไม่ผ่าน ก็บ๊ายบายกันไปเช่นกันค่ะ

อันนี้เป็นเกร็ดความรู้เล็ก ๆ น้อย ๆ นะคะ ถ้าบริษัทจะไม่ให้ใครผ่านโปร จะต้องแจ้งบุคคลนั้นก่อนหมดช่วงโปรอย่างน้อย 30 วันค่ะ เพราะไม่อย่างนั้น บริษัทจะต้องจ่ายค่าชดเชยให้พนักงานคนนั้นด้วยค่ะ

 

บางคนอาจจะสงสัยว่า เขามีวิธีประเมินกันยังไงน้า 

ของบริษัทเราเอง เคยแอบเห็นว่าจะประเมินกันเป็นข้อ ๆ ค่ะ นับตั้งแต่เรื่องการมาทำงาน (ขาดลามาสายบ่อยไหม) การมีวินัย ทำผิดกฎบริษัทไหม ตั้งใจทำงานแค่ไหน ฯลฯ 

แล้วเจ้านายเราเขาก็จะประเมินออกมาเป็น "เอ" "บี" "ซี" ค่ะ

ผลประเมินจะเกี่ยวข้องกับอะไร ... แน่นอนว่าเป็นเรื่องการขึ้นเงินเดือนนั่นเองค่ะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทนะคะว่ามีเกณฑ์ขึ้นแบบไหน (เราเองก็ลุ้นอยู่ค่ะ )

ผ่านโปรแล้วจะได้รับสิทธิอะไรบ้าง

1. ได้เป็นพนักงานของบริษัทนั้นอย่างเต็มตัว

2. เงินเดือนขึ้น (แล้วแต่ผลประเมินและกฏเกณฑ์ของบริษัท)

3. ชุดยูนิฟอร์ม (เราเป็นสาวโรงงานค่ะ ต้องมีชุดประจำตัวกันหน่อย )

4. มีสิทธิพักร้อน ลาหยุด ลากิจ โดยไม่โดนหักเงินเดือน 

ฯลฯ  แล้วแต่บริษัทเลยค่ะ

 

เนื่องจากเราเริ่มงานช่วงกลางเดือนกรกฎาคม ก็จะผ่านโปรในช่วงกลางเดือนนี้ค่ะ

ช่วยลุ้นเป็นเพื่อนหน่อยนะคะ   

 

เจอกันใหม่เอนทรี่หน้าค่ะ (มารู้สึกตัวว่าฝอยมานานเกินละ )

ป.ล. ตอนนี้มีหัวข้อเกี่ยวกับการ์ตูนที่อยากจะเขียนไว้ในใจเหมือนกัน ไว้มีเวลาเรียบเรีัยงจะเขียนลงบล็อกให้อ่านกันนะคะ

ป.ล. 2 ขอบคุณอีกครั้งสำหรับคอมเมนต์มากมายมหาศาลในเอนทรี่ก่อนนะคะ ปลื้มจริงจังค่ะ

ป.ล. 3  ใครมีปัญหาอะไรสงสัยหรืออยากถามเกี่ยวกับการเป็นนักแปล เชิืญถามได้ตามอัธยาศัยค่ะ ถ้าตอบได้ยินดีตอบทุกข้อค่ะ

ป.ล. 4 ทำงานไปแปลไปนี่เหนื่อยจริง ๆ นะเนี่ย แต่ก็สู้ตายยยยย  ><

เราเชื่อว่าหลาย ๆ คนที่เรียนภาษาญี่ปุ่น ก็อยากจะลองวิชาที่ร่ำเรียนมา โดยการทำงานพิเศษเป็นนักแปลการ์ตูน

แต่มักจะประสบปัญหาที่ว่า... ไม่รู้ว่าจะก้าวเข้ามาสู่วงการนี้อย่างไร? หรือกลัวที่จะก้าวเข้ามาเพราะไม่รู้จะต้องเจออะไรบ้าง?

ด้วยเหตุนี้ เราก็เลยเขียน Entry นี้ขึ้นมาค่ะ หวังว่าคงจะเป็น Guide line หรือแนวทางให้กับผู้ที่ประสงค์จะทำอาชีพนี้ได้บ้างนะคะ

อย่างไรก็ตาม Entry นี้เขียนมาจากประสบการณ์ตรงของเราเอง จึังต้องขอชี้แจงก่อนว่าขั้นตอนหลังจากนี้ เป็นกระบวนการในการเข้าไปเป็นนักแปลของสำนักพิมพ์บงกชเท่านั้นนะคะ สำหรับผู้ที่ต้องการแปลให้กับสำนักพิมพ์อื่น ลำดับขั้นตอนอาจจะไม่ตรงตามนี้ก็ได้ค่ะ

หากมีข้อผิดพลาดอย่างไรก็ต้องขอโทษล่วงหน้าด้วยนะคะ

***************************************************

เรามาเิริ่มกันเลยดีกว่าค่ะ

ก่อนอื่น หากคุณอยากจะทำอาชีพนักแปลการ์ตูน สิ่งที่คุณควรจะรู้คือ 

1. คุณชอบการ์ตูนประเภทไหน ชอบแนวต่อสู้ของการ์ตูนผู้ชาย หรือการ์ตูนผู้หญิงแบบอารมณ์สาวน้อย ฯลฯ ควรหาแนวตัวเองให้ชัดก่อนค่ะ (อย่าจับฉ่าย เพราะคุณจะเสียใจทีหลังหากต้องแปลการ์ตูนที่ฉีกแนวไปจากแนวที่คุณชื่นชอบโดยสิ้นเชิง)

2. เมื่อคุณทราบความชอบของคุณแล้ว คุณก็ควรจะหาสำนักพิมพ์ที่สนองความต้องการของคุณได้ค่ะ เพราะแต่ละสำนักพิมพ์ก็จะผลิตการ์ตูนออกมาในแนวที่แตกต่างกัน มีจุดเด่นที่แตกต่างกันไป


ซึ่งในกรณีของเราเอง เราเลือกอยากแปลการ์ตูนผู้หญิง เพราะอ่านมาตั้งแต่เด็ก ๆ เลยชอบและเคยชินกับการ์ตูนประเภทนี้มากกว่าจะไปแปลการ์ตูนบู๊ล้างผลาญค่ะ

เพราะฉะนั้น เราก็เลยเลือกที่จะเป็นนักแปลของสำนักพิมพ์บงกชค่ะ

 

ทีนี้ หลายคนก็อาจจะสงสัยว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสำนักพิมพ์นั้นเขาต้องการนักแปลหรือไม่

1. เข้าดูตามเว็บของสำนักพิมพ์ค่ะ 

หลาย ๆ สนพ. หากต้องการนักแปล ก็จะมีกระทู้ที่โพสต์บอกไว้ค่ะ

ในกรณีของสนพ. บงกช

ให้เข้าไปที่ www.bongkoch.com แล้วกดเลือกไปที่หัวข้อ Job สมัครงาน แล้วเลือกดูรายละเอียดและคุณสมบัติได้ในหัวข้อ "รับสมัครพนักงานแปลภาษาญี่ปุ่น (FREELANCE)" ค่ะ 

2. อีเมลหรือโทรศัพท์เข้าไปคุยกับกองบรรณาธิการที่สำนักพิมพ์โดยตรงค่ะว่ายังต้องการนักแปลหรือไม่ (ไม่ต้องกลัวนะคะ พี่ ๆ ทุกคนใจดีทั้งนั้นเลยค่ะ) รายละเอียดอีเมลและเบอร์โทร เปิดดูได้จากการ์ตูนทุกเล่มของบงกชค่ะ

ตรงจุดนี้ หากเข้าลิงค์ที่ให้ไว้ข้างต้นแล้ว หลาย ๆ คนอาจจะเห็นคุณสมบัติสำคัญของนักแปลที่สนพ. ต้องการแ้ล้วใช่ไหมคะ? 

1. อย่างน้อยคุณต้องสอบวัดระดับผ่านระดับ 2 ขึ้นไป

แต่ตรงนี้ จะบอกเลยว่า ที่สนพ.จำกัดว่าต้องเป็นระดับ 2 ก็เพื่อเป็นการรับประกันความสามารถทางภาษาญี่ปุ่นของผู้แปลเท่านั้นค่ะ แต่ถ้าคุณติดปัญหาว่าภาษาได้เพียงระดับ 3 ส่วนระดับ 2 ยังไม่ผ่าน (เนื่องจากยังรอผลอยู่ หรือสอบไม่ผ่านด้วยคะแนนไม่กี่คะแนน) แต่คิดว่ามีความสามารถในการแปล อยากจะเข้ามาลองดูก็ไม่เสียหายนะคะ

เพราะในกรณีของเรา เราก็มาสมัครตอนที่ระดับ 2 ยังไม่ผ่านเหมือนกันค่ะ (สอบไปแล้ว อยู่ในช่วงรอผลค่ะ แต่ผลจะผ่านไม่ผ่านก็ไม่รู้เช่นกัน) แต่พี่ ๆ ที่สนพ. ก็ให้โอกาสในการทดสอบแปล จนได้มาเป็นนักแปลถึงปัจจุบันนี้ค่ะ

2. มีความรู้ภาษาไทยดี 

นั่นคือ คุณต้องสามารถเรียบเรียงภาษาญี่ปุ่นให้เป็นภาษาไทยที่คนไทย "เข้าใจ" ค่ะ  เราว่าตรงนี้ยากมาก ยากกว่าทักษะภาษาญี่ปุ่นที่ต้องมีติดตัวอีกค่ะ สัจธรรมที่เราว่าหลายคนน่าจะเข้าใจ คือ "ไม่ใช่ว่ารู้ภาษาญี่ปุ่นแล้วจะแปลภาษาไทยได้ดี" หลายคนที่เรารู้จัก เก่งภาษาญี่ปุ่นมาก แต่เข้ามาทดสอบแปลกลับไม่ผ่านเพราะภาษาไทยเนี่ยแหละค่ะ

 

หากคุณคิดว่าคุณสมบัติคุณพร้อมแล้ว และพร้อมจะเข้าไปทดสอบแล้ว จะมีขั้นตอนดังต่อไปนี้รอคุณอยู่ค่ะ

1. แจ้งล่วงหน้าไปที่สนพ. (กองบรรณาธิการ) ว่าคุณต้องการจะเข้าไปทดสอบเป็นนักแปล วันไหน เวลาใด

2. เข้าไปที่สนพ. ในเวลาที่นัดไว้ เพื่อเข้าไปทดสอบงานแปลค่ะ 

อุปกรณ์ที่คุณควรหยิบติดไม้ติดมือไป

1. เครื่องเขียน

2. พจนานุกรม (จะเป็นเล่มหรือเป็นพจนานุกรมไฟฟ้า (電子辞書)ก็ไม่ว่ากันค่ะ ขนมากี่เล่มก็ได้)

คุณจะได้มานั่งที่หน้าคอมฯ แล้วก็รับต้นฉบับที่สนพ.เตรียมไว้ แล้วก็แปลสด ๆ ตรงนั้นเลยค่ะ (อ่านแล้วพิมพ์คำแปลลงคอมฯ เลย ลำดับตามช่องที่เขียนไว้ในต้นฉบับ)

ตรงนี้ ขอแนะนำให้ไปตอนเช้าค่ะ เพราะคุณจะได้มีเวลาในการแปลงานและตรวจทานแก้ไขงานมากขึ้น ตอนนั้น เราใช้เวลาตั้งแต่ 14.00 น. - 19.00 น. พูดง่าย ๆ คือ แปลยันสนพ.ปิด ยังไม่ค่อยจะทันเลยค่ะ คิดดูละกัน

3. เมื่อแปลเสร็จ คุณก็จะได้กรอกใบสมัครทิ้งไว้

4. รอฟังผล ประมาณ 2 อาทิตย์ค่ะ (อาจจะทางเมลหรือโทรศัพท์)

หากคุณผ่าน (ต้องผ่านเกณฑ์ที่สนพ.กำหนดค่ะ แต่เราไม่แน่ใจว่า 60% หรือ 70% ) จะได้รับแจ้งให้มารับงานที่สนพ. ค่ะ 

พอถึงจุดนี้ คุณก็จะได้เข้าไปสนพ. อีกครั้ง เพื่อเข้าไปคุยรายละเอียดต่าง ๆ กับพี่ ๆ กองบก. แล้วก็ได้รับงานมาแปลค่ะ (ครั้งแรกจะได้ 2 เล่มค่ะ) 

หลังจากนี้แล้ว คุณก็ได้เป็นนักแปลของสนพ.เต็มตัวแล้วค่ะ

**************************************************

ทิ้งท้าย

1. ถึงเส้นทางของการเป็นนักแปลจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่หากมันเป็นสิ่งที่คุณฝันอยากจะทำแล้ว ขอให้สู้และก้าวต่อไปนะคะ เป็นกำลังใจให้ทุก ๆ คนเลยค่ะ

2. หากมีข้อสงสัยอะไรที่อยากถาม หากตอบได้จะพยายามตอบให้นะคะ

3. ช่วงนี้สนพ.บงกชกำลังต้องการนักแปลรุ่นใหม่ไฟแรงไปร่วมงานด้วยค่ะ ถ้าใครสนใจก็ลองไปทดสอบดูนะคะ!!

4. ขอตัวไปปั่นงานก่อนค่ะ ไว้เจอกัน Entry หน้านะคะ 

พอดีว่าเราเป็นคนใส่แว่น

 

แน่นอนว่าของที่คู่กับคนใส่แว่น ก็คือ "ผ้าเช็ดแว่น"

 

ผ้าเช็ดแว่นประจำตัวของเรา ยี่ห้อ "HOYA" เป็นผ้าฟิล์ม เช็ดแล้วแว่นใสปิ๊ง ๆ เลยติดใจยี่ห้อนี้มากมาย

 

เราใช้อย่างทะนุถนอมมาตลอด แต่ว่าเมื่อวันก่อน ผ้าเช็ดแว่นหายไปโดยไม่ทราบสาเหตุ กรี๊ดดด... (ไม่รู้ผ้าเรามันไปเดินเที่ยวเล่นที่ไหน )

 

เราก็หาแล้วหาอีก หาแล้วหาอีก ก็ไม่เจอ 

 

โอ้... ชีวิตนี้ มืดมัวเสียนี่กระไร  

 

พอทำใจได้ ก็ใช้ผ้าขนหนูเช็ดชั่วคราว

แต่มันก็ไม่ชัดเท่าใช้ผ้าสุดที่เลิฟเช็ดอยู่ดี แถมแว่นมีรอยขีดข่วนอีกต่างหาก ... เศร้าใจอย่างรุนแรง

 

แต่เมื่อเช้า ไม่รู้คิดอะไรขึ้นมา เอากระดาษซับมันมาถู ๆ  ๆ ที่แว่น

 

  ----> ---->

 

ปรากฏว่าแว่นใสกิ๊งเลยครับท่าน!!!

โอ้! เพิ่งรู้นะเนี่ย ว่ากระดาษซับมันมีประโยชน์อย่างนี้ด้วย 

รอดตายจนกว่าจะได้ผ้าเช็ดแว่นผืนใหม่แล้วเรา 555+

 

เมื่อวานได้ไปเจอเพื่อนเก่า เพื่อนคนนี้เคยเป็น Make up Artist ให้กับหลายแบรนด์ เราก็เลยจับตัวมาให้แนะนำเรื่องเครื่องสำอางซะเลย 55

 

จะว่าไป ... หลังเริ่มมาเป็นมนุษย์กินเงินเดือน เราเริ่มอยากจะดูแลตัวเองมากขึ้นอีกนิดหนึ่ง

คือ ตัวเราเนี่ย จะเป็นอารมณ์แบบว่า.... ปกติจะไม่เคยแต่งตัวเลย หน้าก็แค่ล้างโฟม ครีึมก็แบบ... อันไหนก็เหมือนกันแหละ แพงสุดที่เคยใช้ (สมัยเรียน) คือ อีฟโรเช่ ซื้อมาแล้วก็ทามั่งไม่ทามั่ง เสื้อที่ใส่ไปเรียนน่ะเหรอ ก็แนวเสื้อยืดกางเกงยีนส์ ส่วนกระโปรงน่ะเหรอ เฮอะ นอกจากกระโปรงสอบหรือพลีทเนี่ย ไม่เคยแตะ (ปกติชอบซุ่มซ่าม ไม่อยากใส่กระโปรงให้เสียเซลฟ์)

 

แต่ทีนี้ ไหน ๆ ก็เรียนจบแล้ว ทำงานแล้ว ก็เลยอยากจะทำตัวให้ดูดีกับเขามั่ง อย่างน้อยให้ (หนัง) หน้าดูมีสิวน้อยลง มันน้อยลงก็ยังดีนะ 555

 

ด้วยเหตุฉะนี้ ก็เลยตัดสินใจแบ่งเงินจำนวนหนึ่งมาใช้ซื้อพวกบำรุงผิวกับเครื่องสำอางมากขึ้น

อย่างเมื่อวาน ก็นัดเพื่อนให้ไปดูด้วยกัน ตระเวนดูตั้งแต่โลตัส บางกะปิ จนไปจบที่เดอะมอลล์ บางกะปิ 

 

ที่ไปโลตัส เพราะว่าเราอยากไปซื้อพวกครีม, โลชั่นของ Cute Press ตอนนี้มันมีโปรโมชั่นแบบคุ้ม ๆ อยู่น่ะ แบบซื้อ 599 จ่ายแค่ 299 (เราใช้โปรนี้) หรือซื้อ 799 จ่าย 399 เป็นต้น (เป็นโปรที่รับวันที่ 9 เดือน 9 ปี 2009 ระยะเวลาแค่ 9 วันเท่านั้น) เราก็เลยลากเพื่อนไปช่วยดูซะเลย แต่ที่ซื้อมาก็แบบพวกครีม โลชั่น น้ำแร่ ก็คุ้มดี เพราะซื้อครั้งนี้ คงไม่ต้องซื้ออีกนาน (กลัวใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ)

 

ทีนี้ ก็ไปต่อกันที่เดอะมอลล์ ไปดูพวกสกินแคร์ที่ Beauty Hall จะบอกว่า... แต่ก่อนเราไม่เคยกล้าเฉียดกรายมาตรงนี้เลย กลัว BA 55 ช่างพูดช่างเจรจาจนเงินจะบินออกจากกระเป๋าง่าย ๆ ครั้งนี้เราไปดู 3 แบรนด์

1. Laneige (ลาเนจ) ไปดูพวกโฟมกับครีมบำรุง (อันนี้แค่ลองเทสติ้ง ไม่ได้ซื้อ เพราะจะฝากเพื่อนซื้อ ได้ลด 40%) พอลองครีมเสร็จ ก็ประทับใจนะ เลยว่าจะลองใช้ดู

2. Clinique เพื่อนเราแนะนำโทนเนอร์ ราคาสุทธิ 1,200 บาท แต่ถ้าถามว่าคุ้มไหม ก็ถือว่าคุ้มนะ เพราะขนาดขวดโคตรบิ๊ก แบบเหมือนซื้อโทนเนอร์ปกติ 3 ขวด (ประมาณ 460 ml.) ซื้อทีใช้ได้เกือบปี ก็เลยไปลองก่อนว่าแพ้หรือเปล่า ซึ่งปรากฏว่าไม่แพ้แฮะ เลยคิดว่าจะซื้อตัวนี้สิ้นเดือน 

3. Arty อันนี้ไปดูแป้งพัฟ (ตัวที่ใช้อยู่ใกล้หมดแล้ว เลยอยากลองของใหม่) BA ก็เชียร์แป้งราคาพันสองสุดฤทธิ์ ปัดให้ด้วย 55 แต่เรามาดูอีกตัวที่ราคาย่อมเยากว่า (เพราะไม่ได้อยากโบ๊ะขนาดนั้น เอาแค่คุมมัน) ก็เลยบอก BA ว่าเดี๋ยวค่อยมาซื้อนะคะ แล้วก็ปลีกตัวมา เพราะไม่งั้น เงินได้ออกจากกระเป๋ามากกว่าที่คิดแน่ ๆ ไม่อยากเสี่ยง 555 เอาไว้ซื้อสิ้นเดือนเหมือนกัน

 

สรุป List เครื่องสำอางที่จะซื้อสิ้นเดือน

- Clinique โทนเนอร์ 1,200 บาท

- Arty แป้งพัฟ 590 บาท

 

แค่นี้ ก็กรอบตั้งแต่ต้นเดือนแล้วล่ะมั้งเนี่ย 555

วันนี้ เราไปธนาคารกับแม่มาค่ะ

 

เราถอนเงินเดือนก้อนแรกที่ได้มาในเดือนนี้ทั้งหมด แล้วใส่ซองมอบให้กับแม่....

 

ตอนที่แม่รับเงิน แม่ได้จับมือเราไว้ แล้วให้พร....

"....ขอให้มีความสุข ขอให้เจริญในหน้าที่การงาน ไม่มีอุปสรรคมากล้ำกราย

ขอให้ลูกของแม่สุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคภัยมาแผ้วพาน...."

 

จากการแบมือขอเงินท่าน เราได้เป็นฝ่าย "ให้" ท่านบ้างแล้ว

ด้วยเงินที่ได้จากน้ำพักน้ำแรงของเราเอง....

 

ความรู้สึกภาคภูมิใจเป็นยังไง เราได้รู้ ณ ตอนนั้นเองค่ะ

 

รักพ่อกับแม่ที่สุดในโลกเลยค่ะ 

 

**************************************************************

อัพเดทงานแปลการ์ตูนค่ะ

เมื่อวานไปแก้งานแปลที่สำนักพิมพ์มาค่ะ แก้ทั้งหมด 2 เรื่อง รวมทั้งหมด 3 เล่ม คือ

- บอกรักยังไงให้โดนใจเธอ Therefore please choose me (Dakara Ore ni Shina Yo) 2 เล่มจบ

- เรื่องวุ่น ๆ ของเหล่านักสืบโฮสต์สุดหล่อ (Hosutan e Youkoso) เล่ม 1

(ขออภัย ดูหน้าปกเล่มล่าสุดไปก่อนนะคะ)

ซึ่งทั้งสองเรื่องนี้คงได้ฤกษ์วางแผงเร็ว ๆ นี้ล่ะค่ะ ถ้าได้ลงหน้าเว็บสนพ. แล้วจะมาใส่ลิงค์ให้อีกทีนะคะ 

(เอาลิงค์ปกญี่ปุ่นไปดูก่อนเน้อ)

 

นอกจากนี้ ยังได้การ์ตูนเล่มใหม่มาด้วย (จ่อคิวแปลต่อจากเรื่องโฮสต์เล่ม 2 ) คือ

"Koi no Ichibyougo" (One second after love) - Oouchi Natsumi ค่ะ

เรื่องนี้เป็นการ์ตูนค่อนข้างใหม่ เพราะเพิ่งตีพิมพ์ปี 2008

ตราโลโก้ของสำนักพิมพ์ Ribon ก็เป็นแบบใหม่ด้วยค่ะ

 

หากใครรออ่านอยู่ อดใจรอสักพัก เ้อ้ย! สักนิดนะคะ

 

ไว้เจอกันเอนทรี่หน้าค่ะ

 

[TAG] ความจริง 30 ข้อของ SHIZUKU

posted on 12 Aug 2009 14:52 by kulkanlaya

เพิ่งทำ [TAG] เป็นครั้งแรกเลยค่ะ รับ [TAG] นี้มาจากต่ายและเอยนะคะ

 

[TAG] ความจริง 30 ข้อของ SHIZUKU

กติกา: ให้เขียนความจริงเกี่ยวกับตัวเองมาจำนวน 22+8 ข้อ (ตอนแรกมันแค่ 22 ข้อ แต่เราเขียนไปเขียนมาได้ 30 ข้อค่ะ )

 

1. อันที่จริงเราเชื้อจีนมากกว่าไทย

(งงไหมคะ คือ ทางสายพ่อ ปู่เราเป็นคนไทย ย่าเราเป็นจีนแต้จิ๋ว ส่วนทางสายแม่ อากงกับอาม่าเราเป็นคนจีนกวางตุ้ง)

เท่ากับว่าเราเป็นลูกจีนเสี้ยวไทยด้วยซ้ำ แต่กลับแทบไม่รู้ภาษาจีนเลย ผ่าไปเรียนภาษาญี่ปุ่นมาใช้ทำมาหากินซะได้

 

2. เราสายตาสั้นมาตั้งแต่ ป.2

ด้วยความที่ชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นของลูกพี่ลูกน้องตั้งแต่เด็ก ๆ ผสมกับแอบอ่านนวนิยายไทยจากตู้หนังสือของแม่ (ไม่ให้แม่รู้ 55+) ก็เลยทำให้สายตาเสียไปโดยไม่รู้ตัว

ตอนที่เริ่มสั้นใหม่ ๆ ยังคิดแค่ว่า "เอ... ทำไมมองกระดานไม่ชัดหว่า..." ถามแม่ แม่เลยจัดแจงไปวัดสายตา ตัดแว่นเสร็จสรรพ ก็เลยกลายเป็นหนูแว่นตั้งแต่ประถมทีเดียว 555+

 

3. เราชอบนั่งเรียนหนังสือหน้าห้อง

สืบเนื่องจากข้อ 2 ทำให้เราติดนิสัยกับการนั่งหน้าห้อง (เพราะกลัวมองไม่เห็น) แต่ตอนหลังกลับถูกเพื่อนมองว่าเป็น "เด็กเรียน" ไปซะงั้น (ผลพลอยได้หรือนี่??)

ป.ล. แปลกแต่จริงนะคะ การเรียนหน้าห้องทำให้ผลการเรียนดีขึ้นนะ (ไม่กล้าคุัยกับเพื่อนไงล่ะ)

 

4. เราเคยเปลี่ยนชื่อมาแล้ว 2 ครั้ง (และคิดว่าคงไม่เปลี่ยนอีกแล้วล่ะ)

เราเคยเปลี่ยนชื่อตอนจบประถมขึ้นเรียนมัธยม 1 ครั้ง ตอนจบม. 6 อีกหนึ่งครั้ง รวมแล้ว ในชีวิตนี้เราเคยมีชื่อจริง 3 ชื่อค่ะ แล้วก็เป็นเรื่องแปลกที่เราปลงแล้ว ก็คือ ชื่อจริงแต่ละชื่อของเรา จะต้องเคยถูกเรียกผิด หรือสะกดผิดทุกครั้งไป (ไม่รู้ทำเวรทำกรรมอะไรกับชื่อคนอื่น ชื่อเราถึงถูกเรียกผิดเรียกถูกยังงี้ )

 

5. เราเป็นพี่คนโต และมีน้องอีก 2 คน 

เราคนโตชื่อ "พลอย" น้องอีกสองคน ชื่อ "มุก" กับ "เพชร" แม่ก็ช่างใจดีตั้งชื่อให้เราสามพี่น้องร่ำรวยกันจริง ๆ 

 

6. เราชอบอ่านหนังสือมาก ส่วนใหญ่จะเป็นนวนิยาย การ์ตูน (ทั้งแนวปกติและยาโอย) 

ซึ่งการที่เราชอบอ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมากเนี่ยแหละ ทำให้เราอยากเรียนภาษาญี่ปุ่น

 

7. เราเิริ่มเรียนภาษาญี่ปุ่นตอนเข้ามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

เหตุผลเพราะโรงเรียนตอนม.ปลาย ไม่มีสายภาษาญี่ปุ่นเลยไฟต์ให้ได้เรียนตอนมหาวิทยาลัยแทน

แต่ถึงเรียนมาตั้ง 4 ปี ก็ยังรู้ตัวเลยว่ายังไม่เก่ง ต้องเรียนรู้อีกเยอะ รู้สึกว่าไม่อยากจบแต่ก็ต้องจบซะแล้ว

หลังจากจบมาก็มาทำงานที่ใช้ภาษาญี่ปุ่น ชีวิตนี้คงจะพัวพันอยู่กับภาษานี้แหละนะ

 

8. เราเคยเรียนกอล์ฟ

โรงเรียนที่เราเรียนตอนมัธยม (ทั้งต้นและปลาย) ตั้งอยู่ในสนามกอล์ฟ (ลึกเข้าไป 5 กม.) 

เพราะฉะนั้น วิชาพลศึกษาของโรงเรียน จะมีให้เรียนกอล์ฟด้วย อย่างน้อย 1 เทอม (แต่เราก็ลืมไปหมดแล้วล่ะนะ ไม่ได้เล่นมานานจัด)

 

9. เรามาทำกิจกรรมจริงจังตอนอยู่มหาวิทยาลัย โดยอยู่ชมรมสันทนาการ

กิจกรรมที่ทำ มีตั้งแต่ร้องเล่นเต้นรำ แล้วก็มีการไปทำค่ายเยาวชนซึ่งส่วนใหญ่ไปตามต่างจังหวัด เราเป็นเด็กกรุงเทพฯ ก็ได้ไปเปิดหูเปิดตาด้วยวิธีนี้แหละ จังหวัดที่ไปก็มีทั้งขอนแก่น อยุธยา ราชบุรี พัทลุง ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ฯลฯ 

 

10. เราเคยไปญี่ปุ่น 1 ครั้ง

ได้ไปเพราะที่เอก (ญี่ปุ่น) มีโครงการโฮมสเตย์ (เสียค่าใช้จ่าย แต่ถูกกว่าไปเอง) เลยได้ไปโฮมสเตย์ที่เมืองฮาจิมันไต จ. อิวาิเตะ มา 11 วัน ได้เที่ยวโตเกียวอีก 2 วัน (ไปคิโนะฯ ที่้ชินจูกุมา ใหญ่มโหฬารมาก ตั้ง 8 ชั้น) 

ถึงจะได้ไปอยู่แค่ไม่กี่วัน แต่ก็เป็นความทรงจำดี ๆ ในชีวิตนะ

 

11. เราเคยรับทุนมา 2 ครั้ง (ได้แต่เงินนะคะ ไม่ได้ไปญี่ปุ่น)

ตอนปี 3 ได้ทุน Dr. Machida ตอนปี 4 ได้ทุนของ Mitsubishi UFJ Foundation ค่ะ

 

12. เราเป็นคนที่ความรับผิดชอบค่อนข้างสูง

คือ รับปากใครแล้ว ต้องพยายามทำให้ได้ก่อน ถึงที่สุดถ้าทำไม่ได้ค่อยว่ากัน

 

13. เราเป็นคนที่ทำอะไรซ้ำ ๆ ได้นาน

แบบกินอะไรซ้ำ ๆ แต่งตัวซ้ำ ๆ ทำงานซ้ำ ๆ พูดง่าย ๆ คือ ขี้เกียจครีเอทอะไรใหม่ ๆ นั่นเอง

 

14. เราเป็นคนที่ผลาญเงินไปกับหนังสือมากกว่าการแต่งตัว

แต่หลัง ๆ ก็มีซื้อเครื่องสำอางบ้างนะ (แต่นั่นคือ โคตรนาน ๆ ที)

 

15. เราเป็นคนขี้ลืม และจำหน้าคนไม่เก่ง

เพราะฉะันั้น จะติดนิสัยเป็นคนย้ำคิดย้ำทำ และชอบจดทุกสิ่งทุกอย่าง (เพื่อกันลืม) 

 

16. เราชอบวาดการ์ตูนผู้หญิง

แรก ๆ ก็วาดเป็นงานอดิเรก (วาดเส้นดินสอนะคะ ตัดปากกาไม่เป็น) แต่หลัง ๆ มักจะวาดตอนเครียด ๆ เช่น ก่อนสอบ (สมัยเรียนมหาลัย) หรือเครียดกับงาน ซึ่งน่าแปลกว่า หากเราวาดอะไรบนเศษกระดาษเน่า ๆ มักจะออกมาดูดีกว่าตอนที่เราวาดลงกระดาษดี ๆ เสมอเลย แล้ววาดแต่ละที ก็ให้ชาวบ้านเขาไปหมด ไม่เคยเก็บไว้เลย

 

17. เราแปลการ์ตูนผู้หญิง

จากบล็อกก่อน ๆ หากท่านตามอ่านมานะคะ จะทราบว่าตอนนี้เรากำลังเรียนรู้งานประจำอยู่ แต่ยังไงก็ไม่ทิ้งการแปลการ์ตูนแน่นอนค่ะ เพราะอาชีพนี้เป็นความฝันเราตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วกับแค่ได้งานประจำ ทำไมเราจะต้องทิ้งความฝันด้วยจริงไหมคะ (จะพยายามถึงเฮือกสุดท้ายแหละค่ะ) ตอนนี้แปลได้ 7 เล่มแล้ว และคงแปลต่อ ๆ ไป

 

18. เราเป็นคนพูดเสียงดัง 

อันนี้เป็นนิสัยจริง ๆ เพราะบ้านเราเสียงดังกันทั้งบ้าน เวลาอยู่กับเพื่อนเลยชอบเสียงดังโหวกเหวกโดยไม่รู้ตัว

 

19. เราไม่เคยป่วย หรือเจออุบัติเหตุร้ายแรง

เรื่องป่วย ครั้งสุดท้ายที่เป็น คือ เป็นไข้เลือดออกตอนป. 3 อันนั้นเป็นเกือบตาย เพราะมีโรคอาหารเป็นพิษแทรกซ้อนด้วย

ส่วนอุบัติเหตุ ถ้าไม่ติดแนวซุ่มซ่ามเพราะเดิืนชนนู่นชนนี่เองแล้ว ก็ไม่เจออะไรที่ต้องเข้ารพ.ค่ะ

 

20. เราเชื่อในกรรม เชื่อในชาติภพ แต่ไม่งมงาย

 

21. เรารักษาเวลามาก 

นัดกันแล้ว คนอื่นจะมาสาย เราไม่ว่า แต่เราจะไม่เป็นคนที่มาสายซะเอง ถ้าตนเองเผอิญสายจะรู้สึกผิดมาก ๆ 

 

22. เราชอบกินขนมหวานมาก

โดยเฉพาะพวกขนมฝรั่ง จะชอบมาก แล้วก็ไม่ค่อยชอบกินผัก ทำให้หุ่นยังสมบูรณ์แบบนี้ไม่ยอมลดซะที 55+

 

23. เราเป็นคนความรู้สึกช้า

คือ คนอื่นเขาทำอะไรกันไปแล้ว คุยกันเสร็จแ้ล้ว บางทีเราเพิ่งมาถามว่าทำอะไรกัน หรือข่าวสารซุบซิบ เราก็ไม่เคยรู้ก่อนชาวบ้านหรอกนะ เพื่อน ๆ บอกว่า "สมกะเป็นกรุ๊ปบีจริง ๆ "

 

24. เราเป็นคนกรุ๊ปบี ที่นิสัยส่วนใหญ่ละม้ายกรุ๊ปเอ

นอกเหนือจากขี้ลืม ความรู้สึกช้าแล้ว ส่วนอื่น ๆ จะคล้ายกรุ๊ปเอมากกว่าค่ะ เช่น เจ้าระเบียบ ตรงต่อเวลา ฯลฯ

 

25. นิสัยตอนอยู่ที่บ้านกับที่ข้างนอกบ้าน จะคนละอย่างกัน

อยู่ในบ้านจะสบาย ๆ ไม่ค่อยมีระเบียบเท่าไร แต่พอออกนอกบ้าน ไปอยู่ที่ทำงานแล้ว ทุกอย่างต้องเป็นระเบียบ ต้องอยู่ในที่ทางของมัน งานต้องออกมาดี ฯลฯ เหมือนกับมีสองภาคในตัวเองค่ะ

 

26. เราเป็นคนโลว์เทคมาก ๆ

คือ เรื่องเทคโนโลยีนี่ต้องใช้ความพยายามในการเรียนรู้สูงกว่าคนทั่วไปหลายเท่า เพราะทำยังไง้ยังไงก็ไม่ค่อยเข้าหัวเท่าไร เป็นประเภทต้องลองผิดลองถูกด้วยตัวเองค่ะ

 

27. เราชอบถ่ายรูป

เพราะการถ่ายรูปสามารถเก็บภาพความทรงจำดี ๆ ชั่วขณะหนึ่งในชีวิตไว้ให้เรารำลึกถึงภายหลังได้ 

 

28. เราแคร์ความรู้สึกของคนอื่น

บางทีก็แคร์มากกว่าความรู้สึกของตัวเอง (กำลังปรับให้แคร์ตัวเองมากขึ้น)

 

29. เรามักจะ Positive Thinking เพื่อให้ตัวเองสบายใจและชีิวิตมีความสุข

 

30. เราเชื่อเสมอว่า "ปัญหา" ทุกอย่างมีทางแก้ เพียงแต่เราต้องหามันให้เจอ

 

[TAG] ต่อ เอาเป็นคนที่ยังไม่ได้ทำ [TAG] นี้นะคะ

 

วันนี้ได้หยุดวันแม่ กะว่าจะซื้อของเซอร์ไพรส์แม่ค่ะ (ฮั้วกับน้อง ๆ ไว้แล้วล่ะ) 

 

ส่วนพรุ่งนี้ก็จะเป็นวันรับปริญญาแล้ว

ตื่นเต้นมาก ๆ ค่ะ พรุ่งนี้ก็จะได้ใบปริญญามากอดแล้วแฮะ (จบชีวิตเด็กมหาลัยอย่างสมบูรณ์)

คณะเรารับช่วงบ่าย กว่าจะเสร็จก็คงเย็น ๆ ค่ำ ๆ ...

โชคดีที่ช่วงนี้ บริษัทของเราหยุดยาวติดกันพอดี เลยได้พักผ่อนไปในตัวก่อนจะไปไฟต์กับงานต่อไปค่ะ

 

สำหรับเพื่อน ๆ ที่มาร่วมยินดีเมื่อวันที่ 9 ต้องขอบคุณมาก ๆ เพราะอุตส่าห์ฝ่ารถติดฝ่าคนมาหาถึงที่

ซึ้งใจจริง ๆ ... ของทุกอย่างที่ให้มาจะเก็บอย่างดีเลย 

 

แล้วเจอกันในเอนทรี่ต่อไปค่ะ 

ป.ล. [TAG] นี้เขียนยาวจริง ๆ แฮะ